ภูสอยดาว 2 วัน 1 คืน ปีนภูดูดอกไม้ป่า ตระการตาดินแดนแห่งน้ำค้างกลางเที่ยง จ.อุตรดิตถ์

กลางฤดูฝนที่ผ่านมา Triptravelgang : ทริปทราเวลแก็งค์ ได้มีโอกาสร่วมเดินทางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ตามคำชวนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานสุโขทัย ดูแลพื้นที่ สุโขทัย อุตรดิตถ์และกำแพงเพชร)

เพื่อไปร่วมทริป พิชิตภูสอยดาวและตามล่าหาดอกหงอนนาค

ดอกไม้ที่ถือเป็นราชินีแห่งภูสอยดาว ดินแดนแห่งน้ำค้างกลางเที่ยง

ต้องบอกก่อนเลยว่า แอดมินนั้นเป็นสายเดินป่าก็จริง แต่ก็ห่างหายจากการเดินป่ามาเกือบปี และยังไม่เคยมีประสบการณ์เดินขึ้นภูสอยดาวมาก่อน 

งานนี้ก็เลยมีความกังวลใจนิดหน่อย เพราะการบอกเล่าของคนที่เคยไปภูสอยดาวมาแล้ว เขาบอกว่าที่นี่โหด ทางสูง ชัน และลื่นมาก

ทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส”  ไปลงที่สนามบินสุโขทัย

ต้องบอกว่าประทับใจตั้งแต่ ได้เห็นแผ่นดินรูปหัวใจแห่งสุโขทัยตอนที่เครื่องค่อยๆลดระดับจะลงจอด  ประทับใจสนามบินสุโขทัย สนามบินเล็กๆที่มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์

จากนั้นเราเดินทางด้วยรถตู้ เพื่อไปยังอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว โดยในค่ำคืนแรก เราแวะพักเอาแรงที่รีสอร์ทในอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ก่อน เพื่อที่จะเก็บแรงไว้เดินขึ้นสู่ภูสอยดาวในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกเดินทางสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เก็บรวบรวมสัมภาระที่จำเป็นเพื่อที่จะให้ลูกหาบ แบกขึ้นไปด้านบนให้

ส่วนสัมภาระที่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ อย่างกล้อง หรือเลนส์ น้ำดื่ม และยารักษาโรค พวกนี้เราต้องแบกขึ้นไปเอง เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหาย

หลังจากจัดแบ่งสัมภาระเรียบร้อย เรานั่งรถอีต๊อกรถไถท้องถิ่นที่นำมาดัดแปลงสำหรับใช้บรรทุกคน จากบริเวณอุทยาน ไปยังลานหน้าน้ำตกภูสอยดาว ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร 

จุดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเท้าขึ้นสูลานสน ภูสอยดาว ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร

ก่อนจะเริ่มเดินทาง เจ้าหน้าที่แนะนำให้เราไหว้ศาลเจ้าปู่ภูสอยดาว ซึ่งประดิษฐานอยู่บริเวณทางเข้าก่อน เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย และขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิทักษ์ดูแลป่าเขาลำเนาไพรแห่งนี้ 

ถึงเรื่องพวกนี้จะพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่แอดมินว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ก็ดีนะครับ ยกมือไหว้ไว้ก่อน ไม่เสียหาย สร้างขวัญกำลังใจดีด้วย

จากนั้นเราเริ่มเดินเท้าขึ้นไปในเส้นทางเดินป่าภูสอยดาว  ผ่านเส้นทางราบเลียบน้ำตกและลำธาร  มีขึ้นลงเนินบ้างเล็กน้อยให้พอได้วอร์มขาแข้ง เดินกันชิลล์ๆ แวะถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ  ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงด่านแรก นั่นคือ  เนินส่งญาติ  นั่นเอง

เนินส่งญาติถือเป็นเนินแรกของภูสอยดาว เนินนี้ขึ้นชื่อได้ด้านของความชันและระยะทางยาวเป็นพิเศษ  เราเดินเท้าผ่านเส้นทางที่ทั้งสูงและชัน มีบันไดเหล็กที่เล็กและแคบให้เป็นระยะๆ  บางจุดต้องใช้มือช่วย เพราะมันชัน และลื่นมากนั่นเอง

หลังจากผ่านเส้นทางสูงชันของเนินส่งญาติ เราก็มาถึงบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบเล็กๆด้านบน พอให้ได้หยุดแวะหายใจหายคอ จากนั้นเราเดินทางข้นสู่เนินที่สอง ที่มีชื่อดูน่ากลัวๆ ว่าเนินปราบเซียนเนินนี้ก็สูงชันและยาวพอสมควร เราเดินกันไปเรื่อยๆไม่ได้เร่งรีบ เหนื่อยก็พัก ให้แข้งขาได้ผ่อนคลายบ้าง ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน กว่าที่จะพ้นจากเนินปราบเซียนนี้ไปได้

ฝีเท้าของแอดมินเริ่มช้าลงเรื่อยๆ จนหล่นจากกลุ่มนำมาอยู่รั้งท้ายของขบวน เนื่องจากทางมันชันจริงๆ เลยต้องแวะพักบ่อย เลยใช้การถ่ายภาพดอกไม้ มาเป็นข้ออ้างในการหยุดพัก จริงๆแล้วแอดมินเหนื่อย อยากนั่งสักแปป  ไม่ได้อยากถ่ายเท่าไรหรอก ฮ่าๆ 

หลังจากผ่านสองเนินแรกที่มารับน้องไปเรียบร้อย เราเดินทางขึ้นสู่เนินที่สาม ที่มีชื่อว่าเนินป่าก่อที่มีชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่าบริเวณนี้มีต้นก่อขึ้นอยู่เต็มไปหมดนั่นเอง เนินนี้ดูจะเป็นเนินที่สบายที่สุดแล้วตามความคิดของแอดมิน ทางไม่ชันมาก แต่ลื่น ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

หลังจากพ้นจากเนินป่าก่อตอนเวลา 13.00 . เราแวะรับประทานอาหารกลางวัน โดยแต่ละคนจะแบกอาหารของตัวเองขึ้นมา โดยในวันนี้อาหารของเราเป็นข้าวเหนียว ไก่ทอด, หมูทอดและไข่ต้ม ที่ถึงแม้จะเป็นเมนูง่ายๆ สบายๆ  แต่มันอิ่ม อร่อย และให้พลังงานได้ดีเหลือเกิน

พักเอาแรง และรอให้อาหารย่อยอยู่เกือบชั่วโมง เราออกเดินทางอีกครั้งเพื่อขึ้นสู่เนินเสือโคร่งเนินที่สี่ของวันนี้ ตอนแรกแอดมินก็เข้าใจว่าในบริเวณนี้เคยมีเสือมาก่อน แต่พอเดินไปได้สักระยะ เลยเข้าใจว่ามันไม่ใช่ จริงๆแล้ว ชื่อของเนินเสือโคร่ง

มันน่าจะมาจากการที่เนินแห่งนี้เส้นทางมันสูงและชันมากในระดับ 60 องศาเลยก็ว่าได้ เราต้องใช้ทั้งขาและมือช่วยเพื่อค่อยๆไต่ขึ้นไป จนเหมือนมีสี่ขาเหมือนกับเสือ ส่วนเสียงหอบของเราจากความเหนื่อยของเนินแห่งนี้ ก็ไปคล้ายกับเสียงคำรามของเสือโคร่งนั่นเอง ฮ่าๆ

เนื่องจากความเหนื่อยล้า ทำให้เราไม่ได้ดูนาฬิกาเลยว่าใช้เวลากับแต่ละเนินไปเท่าไร เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก จนข้อเท้ากับขาแทบจะก้าวไม่ออกแล้ว

เราก็มาถึงทางราบเพื่อขึ้นสู่เนินสุดท้าย ที่มีชื่อว่าเนินมรณะแค่ได้ยินชื่อ ก็ขนพองสยองเกล้าแล้วล่ะ แล้วเราจะไหวมั้ยเนี่ย ฮ่าๆ

เนินมรณะ ก็มรณะสมชื่อ เนินนี้โหดมาก ลื่นและชันสุดๆ แต่ก็สวยสุดๆ เช่นกัน ข้างทางนั้นเป็นเหวทั้งสองฝั่ง มีเพียงทางแคบให้เราค่อยๆปีนขึ้นไป

ถึงจุดนี้แอดมินคลานสี่ขาอย่างไม่อายใคร  แต่ยังดี ที่มีจุดให้นั่งพักชมวิวบ้างเป็นระยะๆ วิวตรงหน้ามันสวยสุดๆ เราสามารถเห็นสายหมอกเย็นที่ไหลผ่านตัวเรา  เป็นภาพที่ฟินสุดๆ และยังติดตาตรึงใจมาจนถึงตอนนี้

เราใช้เวลาอยู่ที่เนินมรณะพอสมควร ช่วงท้ายๆของเนินมรณะ จะเป็นช่วงทางราบแล้ว ซึ่งเดินสบายขึ้นเยอะ หลังจากนั้นไม่นาน เราก็มาถึงสถานที่ที่ทุกคนพยายามดั้นด้นมา นั่นคือ  ลานสน ภูสอยดาวและตอนนี้ ป้ายผู้พิชิตภูสอยดาว ที่เป็นเหมือนแลนมาร์คของที่แห่งนี้ รออยู่เบื้องหน้าพวกเรา

โดยมีหมอกสีขาวปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นแล้ว  พวกเราทุกคนกดชัตเตอร์เก็บภาพความประทับใจกันอย่างรวดเร็ว  บรรยากาศมันฟิน มันอิ่มเอมใจเป็นที่สุด

รวมในวันนั้น เราใช้เวลาเดินทางจากจุดเริ่มต้น ขึ้นมาถึงลานสนภูสอยดาว ใช้เวลาทั้งสิ้น 5 ชั่วโมงครึ่ง ถือว่าไม่เร็ว ไม่ช้า กำลังพอดี  (แอบบอกว่าแอดมินถึงคนสุดท้ายเลยจ้า ฮ่าๆ)

แค่ถ่ายภาพกับป้ายผู้พิชิตภายใต้สายหมอกขาวก็ฟินแล้ว แต่สิ่งที่อยู่หลังป้ายนั้นฟินยิ่งกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า

ภาพของดอกหงอนนาคราชินีแห่งภูสอยดาว ดินแดนแห่งน้ำค้างกลางเที่ยงที่เบ่งบานต้อนรับนักท่องเที่ยวกันเต็มบริเวณลานสน พลันให้ลืมอาการเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นมาอย่างยากลำบากของเรา  (จริงๆควรจะพูดว่าอาการหายไปชั่วขณะมากกว่า) 

พวกเราทุกคนต่างแยกย้ายถ่ายภาพกันอย่างมีความสุข พยายามนึกภาพนะครับ ดอกหงอนนาคสีม่วงสดใส บานอยู่เต็มพื้นที่ของลานต้นสนสามใบ มีน้ำค้างเกาะอยู่ที่ปลายดอก มีหมอกขาวไหลเย็นอยู่ทั่วทั้งบริเวณ  บรรยากาศขมุกขมัว แสงแดดแทบไม่มี มันจะเป็นภาพที่สวยงามคลาสสิคขนาดไหน

หลังจากถ่ายภาพเจ้าดอกหงอนนาคจนจุใจ เราเดินทางไปยังบริเวณที่เป็นลานกางเตนท์ด้านบนอุทยาน จัดการเรื่องที่หลับที่นอน และสัมภาระที่เราฝากลูกหาบขึ้นมาจนเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงช่วงเวลาของอาหารเย็นพอดี

โดยในวันนี้ มื้อเย็นของเราเป็นเมนูสุดพิเศษชาบูดอยเราได้ซดน้ำซุปร้อนๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ระดับต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส หมอกหนาปกคลุมทั่วบริเวณทั้งวันทั้งคืน ทุกอย่างมันลงตัวมาก อร่อยแซ่บนัว จนลืมอาหารมื้อแพงๆ ในร้านหรูไปเลย เพราะบรรยากาศความฟินมันต่างกันเยอะ

ลืมบอกไป ว่าที่นี่ห้องน้ำไม่มีน้ำประปาให้เรา สำหรับคนที่อยากจะปลดทุกข์ หรือจะอาบน้ำ  จะต้องเดินหิ้วถัง ไปตักน้ำที่ลำธารด้านหลังมาใช้เอง ขอบอกว่าน้ำเย็นมาก เย็นจนสะดุ้ง  ส่วนถังก็เช่าที่เจ้าหน้าที่ด้านบน ไม่ต้องแบกขึ้นไปล่ะ ฮ่าๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นกันแต่เช้าท่ามกลางความหนาวเย็น และน้ำค้างที่แรงตลอดทั้งคืน  แยกย้ายกันล้างหน้าล้างตา และรับประทานอาหารเช้า

โดยในวันนี้เป็นเมนูง่ายๆ ข้าวต้ม ไข่เจียว ปลาเค็มทอด ผัดผักกูด ชากาแฟ จากฝีมือของเจ้าหน้าที่อุทยาน  หลังจากกินข้าวเช้าเรียบร้อย

เราออกเดินทางไปชมหลักกั้นเขตแดนระหว่าง ไทยลาว    ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลานกางเต็นท์  เราเดินตามทางไปเรื่อย ถ่ายภาพดอกหงอนนาค ที่กำลังหุบในช่วงเช้าๆ ไปตลอดทาง ไม่นานก็ถึงหลักกั้นเขตแดน 

ซึ่งเป็นเสาหลักกั้นเขตแดนระหว่างไทยลาว เจ้าหน้าที่กำชับมาว่าอย่าเข้าไปในดินแดนลาวลึกนัก เพราะอาจจะมีปัญหาได้ จึงขอให้อยู่แค่บริเวณหลักกั้นเขตแดนเท่านั้น

เราถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับหลักเขตแดนกันจนเต็มอิ่ม เราจึงเดินวนกลับอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบหน้าผา ซึ่งต้องเดินด้วยความระมัดระวัง เพราะทางค่อนข้างลื่น จากฝนและน้ำค้าง เดินมาได้สักพักเราจะพบเจอกับบังเกอร์เก่า สมัยสมรภูมิร่มเกล้าอีกด้วย

ทางเดินเลียบหน้าผาเป็นเส้นที่สวย เราสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาสลับซับซ้อนได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นเรายังได้เห็นสายหมอกขาว ที่ค่อยๆไหลจากภูเขาลูกหนึ่ง ไปสู่ภูเขาอีกลูกหนึ่งได้อย่างชัดเจน  ถือเป็นภาพประทับใจอีกภาพหนึ่งของทริปภูสอยดาวนี้เลยก็ว่าได้

พอกลับถึงลานกางเตนท์ เราเก็บข้าวของสัมภาระเพื่อเตรียมลงจากภูสอยดาว ขากลับนี่จะไวหน่อย ทำเวลาได้ดีกว่าขาขึ้นมาก แต่ก็แลกมาด้วยการเจ็บขา เจ็บเท้าเช่นกัน

แอดมินเดินด้วยความระมัดระวังแล้ว แต่ก็ยังไม่วายเกิดอุบัติเหตุลื่นจนข้อเท้าแพลง จนทำให้การเดินลงในวันนี้ค่อนข้างทุลักทุเล แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี  เราใช้เวลาเดินลงประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ลงมาถึงด้านล่าง และแน่นอนว่าแอดมินก็มาถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายเหมือนเคย ฮ่าๆ 

ลืมบอกไปว่า แท้จริงแล้ว ยอดภูสอยดาวบริเวณที่สูงที่สุดนั้น มีความสูงถึง 2,102 เมตร  นับเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ แต่ในครั้งนี้เราไม่ได้ขึ้นไปพิชิต เพราะว่ายังอยู่ในช่วงหน้าฝน เส้นทางค่อนข้างสูงชันและอันตรายมาก ทางอุทยานจึงยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไป 

แต่ถ้าหากใครอยากมาพิชิตยอด 2102 จะต้องมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปเท่านั้น เหมือนว่าทริปภูสอยดาวของแอดมินครั้งนี้มันยังไม่สุด  น่าจะต้องกลับมาอีกครั้งให้หายคาใจ   แต่อาจจะเป็นปีหน้านะครับ ปีนี้ขอพักก่อน ฮ่าๆ

#—————————#

#ก่อนจะจบการรีวิว เรามีข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการเตรียมตัวพิชิตภูสอยดาวมาฝากจากประสบการณ์ตรง

ค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท ด้านบนมีทุกอย่างให้เช่าได้ เตนท์ ถุงนอน แผ่นรองนอน ผ้ายาง เตาถ่าน อุปกรณ์เครื่องครัวสนาม ถังตักน้ำ  ไม่จำเป็นไม่ต้องแบกไปเอง ใช้เงินเปย์เอาจ้า

ค่าลูกหาบกิโลกลัมละ 30 บาทต่อเที่ยว แต่สัมภาระจำเป็น และมีราคาแพง อย่างกล้อง หรือเลนส์ น้ำดื่ม และยารักษาโรค พวกนี้เราต้องแบกขึ้นไปเอง

รองเท้าที่ใช้เดิน แนะนำให้เป็นรองเท้าผ้าใบคู่ที่ใส่แล้วถนัด ราคาถูกแพงไม่เกี่ยวอยู่ที่ความเก๋าประสบการณ์   ไม่แนะนำให้ใช้รองเท้าใหม่มาเปิดตัว เพราะเสี่ยงต่อการโดนรองเท้ากัด แล้วจะพาลไม่อยากเดินต่อ  หรือถ้าใครคุ้นชินกับการใส่สตั๊ดดอยขึ้นเขาแล้วก็ลุยเลย 

อย่าลืมพกกระเป๋ากันน้ำ Ocean Pack ดีๆซักใบติดตัวไปด้วย เพราะที่ภูสอยดาวนั้นฝนตกแน่นอน มันช่วยได้เยอะนะครับ จะทำให้สัมภาระของเราไม่เปียก และไม่เลอะเทอะอย่างแน่นอน โดยในทริปนี้ แอดมินต้องขอบคุณ Karana Ocean Pack สำหรับกระเป๋าสะพายกันน้ำ ขนาด 15 ลิตร มันใส่ของได้เยอะมาก กันน้ำ กันฝน กันลม กันฝุ่นได้อย่างสุดยอด กระชับคล่องตัวด้วย รักเลย

เสื้อกันฝนห้ามลืม เอาไปได้ใช้อย่างแน่นอน เพราะที่นี่ฝนตกบ่อยมาก เอาแบบทนๆหน่อย  ส่วนเสื้อกันหนาว ติดไปสักตัวก็ดี กลางคืนที่นี่ก็หนาวอย่าบอกใคร ลมแรงอีกต่างหาก

อยากกินอะไร ต้องเตรียมไปเองทั้งหมด  ไม่มีร้านค้าด้านบนและตามรายทาง มีแต่ป่าล้วนๆ น้ำดื่มระหว่างทางต้องแบกขึ้นไปเอง แนะนำว่าสักสองขวดเล็ก ส่วนด้านบนมีแท็งค์น้ำฝนให้กรอกดื่มได้ 

แต่ถ้าใครอยากกินชาบูดอย ก็สั่งล่วงหน้าได้ ชุดละ 399 บาท ฟรีค่าลูกหาบด้วย ฮ่าๆ

– AIS สัญญาณมีเกือบตลอดทาง อัพรูปโหลดขึ้นเฟซบุ๊ค ได้เกือบตลอดทาง รวมถึงด้านบนลานสนก็พอมสัญญาณ  ค่าย True Move มีสัญญาณเป็นระยะๆ พอใช้ได้ ส่วนแอดมินใช้ DTAC  ไม่มีสัญญาณจ้า  บ๊าย บาย

ซอฟเฟล หรือ อุปกรณ์กันยุงอื่นๆ  สำหรับป้องกันยุงและคุ่นตัวแสบแห่งป่า เล่นแอดมินไปซะหลายแผลเลย  ส่วนทาก ที่นี่ไม่เยอะมาก แอดมินไม่เจอเลย

ที่นี่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำให้ แต่เราจะต้องไปเช่าถังจากเจ้าหน้าที่  และหิ้วถังไปตักน้ำที่ลำธารเอง ห้ามลงไปอาบน้ำ หรือเล่นน้ำในลำธารโดยเด็ดขาด ! น้ำต้องเอาไว้ใช้กินด้วย เพราะบริเวณลานกางเต๊นท์ นั้นเป็นยอดเขา น้ำหายาก ใช้สอยอย่างประหยัดด้วยล่ะ 

ควรออกกำลังกายเพื่อฝึกฝนร่างกายให้อดทน อย่างเช่นการวิ่งเบาๆ หรือเล่นกีฬา  และฝึกเดินระยะทางไกลๆ บ้าง 

ทริคเล็กๆน้อยๆ  สำหรับนักเดินป่าหน้าใหม่  เตรียมขนมชิ้นเล็กๆ ลูกอม ช๊อคโกแลต หรือขนมอะไรก็ได้ ที่ให้ความหวาน เตรียมไว้กินระหว่างทาง ความหวานจากน้ำตาล มันจะช่วยให้มีพลังฮึดขึ้นมาได้ ส่วนเปลือกลูกอม/ขนม ก็เก็บไว้ทิ้งขยะให้เรียบร้อย อย่าทิ้งเกลื่อนกลาดล่ะ

เวลาเดิน อย่าห้าว ค่อยๆเดินด้วยความระมัดระวัง เพราะทางสูงชัน และลื่น อันตรายรออยู่รอบด้าน ค่อยๆเดิน เหนื่อยก็พัก รู้ลิมิตตัวเอง ไม่ต้องรีบ ไปเรื่อยๆ ยังไงก็ถึง ถึงเร็วถึงช้า ไม่สำคัญ

#—————————#

หากท่านใดสนใจเดินทางไปพิชิตลานสนภูสอยดาว .อุตรดิตถ์  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย (ดูแลพื้นที่สุโขทัย อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร)  โทรศัพท์ 0 5561 6228

ที่นี่เจ้าหน้าที่ทุกคนใจดีและพร้อมให้ข้อมูลและคำแนะนำดีๆ กับทุกท่านที่สนใจอย่างแน่นอนครับ

ขอขอบคุณ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย (ดูแลพื้นที่สุโขทัย อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร

#—————————#

ติดตามเรื่องราวการเดินทางสนุกๆ จากพวกเราได้ทุกวันคิดถึงที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก คิดถึงเรา TripTravelGang: ทริปทราเวลแก็งค์ คลิกเดียว…กินเที่ยวทุกวัน

คำยอดนิยม

error: Content is protected !!