วันเดียวเที่ยวถิ่นไทยวน กินอาหารเมือง เดินตลาด ชม ชอปสุดฟิน เสาไห้ สระบุรี

บางครั้งวันหยุดสั้นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหนไกล ขอแค่มีพักผ่อนกันบางเล็กน้อย ได้ไปเดินชิมอาหารอร่อย ชอปสินค้าของฝาก ก็เป็นควาสุขที่หลายคนแต่นั่งคิดก็ยิ้มกับตัวเองแล้ว

และวันหยุดที่ผ่านมา เราก็ชีพจรลงเท้า มาเยือนถิ่นไทยวนใกล้กรุง ชุมชนบ้านต้นตาล ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ที่นี่นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องผ้าทอ อาหารการกิน และวัดวาอารามสวยๆ แล้ว ตลาดต้าน้ำโบราณบ้านต้นตาล ที่มีของกินอร่อยๆ ละลานตา ก็เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่นักเดินทางต้องไม่พลาดแวะมาเช็คอิน

แต่ก่อนพาไปเที่ยวตะลุยเที่ยวชุมชนกันแบบเช้าจรดเย็น  เรามาทำความรู้จักที่มาที่ไปของชาวไทยวนที่นี่กันสักหน่อย

ที่นี่่เป็นชุมชนไทยวนเดียวกันกับกลุ่มชาติพันธุ์หลักในภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นประชากรหลักในภูมิภาคดังกล่าวจนเรียกกันว่า “คนเมือง”

DCIM100MEDIADJI_0020.JPG

ประวัติความเป็นมาของชาวไทยวน หรือ ไตยวน มีกล่าวไว้ใน “ตำนานสิงหนวัศิ” เล่าว่า สิงหนวัศิกุมาร อพยพผู้คนและบริวารมาจากเมืองราชคฤห์ มาตั้งดินแดนอยู่แถบลุ่มน้ำโขงตอนกลาง สร้างบ้านเรือนอยู่ที่เชียงแสนราวต้นสมัยพุทธกาล เรียกดินแดนของตนว่า “โยนกนคร” เรียกชาวเมืองว่า “ยวน” ซึ่งเป็นเสียงเพี้ยนมาจากชื่อเมืองโยนก นั่นเอง

รัฐอิสระแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับอาณาจักรใหญ่ในยุคโบราณ ได้แก่ ขอม พุกาม และยูนนาน มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในพุทธศตวรรษที่ 17 ก่อนที่จะสถาปนาเป็นอาณาจักรล้านนา ในกาลต่อมา จนกระทั่งปี 2101 พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่า นำทัพตีเมืองเหนือ และปกครองดินแดนล้านนาเป็นเวลานานถึง 200 ปี

ในปี 2347 ซึ่งเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีบัญชาให้เจ้าพระยายมราช ยกทัพหลวงไปร่วมกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ยึดเชียงแสนคืนจากพม่า หลังจากล้อมเมืองนาน 1-2 เดือน จึงตีเมืองเชียงแสนสำเร็จ และกวาดต้อนชาวเชียงแสนกว่าสองหมื่นคนให้ไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ โดยแบ่งเป็น 5 สายหลัก ประกอบด้วยเชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย ลำพูน และน่าน บางส่วนไปเวียงจันทน์ และส่วนหนึ่งเดินทางมาบางกอกเพื่อแปงเมืองใหม่ โดยอาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทั้งสองฝั่งคือสระบุรี และอีกส่วนหนึ่งไปอยู่ราชบุรี

สมัยก่อน ตัวเมืองสระบุรีอยู่ที่ท้องที่อำเภอเสาไห้ ซึ่งเป็นชุมชนที่ชาวยวนมาตั้งบ้านเรือน โดยนิยมปลูกเรือนอยู่สองฝั่งริมแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นที่ลุ่มอุดมสมบูรณ์ ใช้ลำน้ำเป็นเส้นทางสัญจร หันหน้าบ้านออกสู่แม่น้ำ หลังบ้านเป็นทุ่งนา การปลูกสร้างบ้านเรือนก็ยึดแบบแผนดั้งเดิมจากเมืองบรรพชน เรือนไทยวนจึงคล้ายกับเรือนทางภาคเหนือ คือเป็นเรือนกาแลมีไม้ไขว้บนหลังคาหน้าจั่วของเรือน ส่วนบนผายออก เรียกว่า เรือนอกโตเอวคอด ภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์หลังเก่าของวัดจันทบุรี อ.เสาไห้ สะท้อนภาพวิถีชีวิตของชาวยวนในยุคแรกอพยพมาสร้างบ้านแปงเมือง ทั้งภาพเชียนและตัวอาคารที่เป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 (แบบผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับจีน)

เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ก็มีการเรียกชื่อหมู่บ้านตามสภาพภูมิศาสตร์ เช่น หมู่บ้านที่มีต้นตาลมาก ก็เรียกว่า บ้านต้นตาล หมู่บ้านที่มีกอไผ่มากก็เรียก บ้านไผ่ล้อม หมู่บ้านที่มีต้นยางมากก็เรียกว่า บ้านยาง เป็นต้น บางหมู่บ้านเรียกตามชื่อบุคคลสำคัญ เช่น บ้านสิบต๊ะตามชื่อของหนานต๊ะ ผู้นำชาวยวนที่นำผู้คนมาตั้งถิ่นฐานรุ่นแรก (ปัจจุบัน คือบ้านสวนดอกไม้) บ้านเจ้าฟ้า ก็คือ ปู่เจ้าฟ้า ผู้นำคนยวน เป็นต้น

เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น ก็ขยายพื้นที่ออกห่างจากริมผั่งแม่น้ำป่าสัก ไปบริเวณอำเภอเมืองสระบุรี อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในปัจจุบัน จังหวัดสระบุรีมีเขตการปกครอง 13 อำเภอ ที่ไม่มีชุมชนไทยวนก็มีแต่อำเภอหนองโดน และอำเภอดอนพุด นอกนั้นนับเป็นสายเลือดชาวไทยวนทั้งนั้น รวมทั้งพี่น้องที่อพยพออกไปไกลจากสระบุรี เช่น อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น

สระบุรีมีชาวไทยวนประมาณ 80,000 คน อาศัยกระจายอยู่ในทุกอำเภอ และมากที่สุด คือ ตำบลเสาไห้ คนไทยวนประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก จนกระทั่ง “ข้าวเสาไห้” มีชื่อเสียง ส่วนผู้หญิงไทยวนสืบทอดภูมิปัญญาถักทอผ้า มีการวางคู่สีที่โดดเด่นสวยงาม และมีเทคนิคพิเศษในการสร้างลวดลายที่ประณีต เช่น การจก ยกมุก ปั่นไก (ควบเส้น) เกาะล้วง และการมัดก่าน (คาดก่าน) ที่แสดงออกถึงศิลปะของโยนกเชียงแสน ผ้าทอไทยวนชนิดต่างๆ ที่มีความสำคัญและยังคงใช้ในชีวิตทุกวันนี้ ได้แก่ ผ้าห่มหัวเก็บ ผ้าเช็ดหน้า ย่าม ผ้าซิ่นชนิดต่างๆ (ตัวซิ่น) หมอนหน้าจก ผ้าสไล ผ้าปรกหัวนาค ตุง พวงเข็ม (ตุงใย) เป็นต้น

ชุมชนโบราณแห่งนี้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเมื่อการพัฒนาในด้านต่างๆ เข้าไปถึง โดยเฉพาะการคมนาคมที่เปลี่ยนจากการสัญจรทางน้ำมาเป็นทางบก ทำให้สระบุรีกลายเป็นเมืองผ่าน  วิถีชีวิตของชาวไทยวนที่สืบสายกันมาถึง 5 ชั่วคน หรือกว่า 200 ปี ได้รับการฟื้นฟูเพื่อนำ “เสน่ห์” คุณค่าแห่งโยนกเชียงแสน กลับมาคืนอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ชุมชนบ้านต้นตาล ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี เขาได้ยกระดับการท่องเที่ยว หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (จังหวัดสระบุรี) ภายใต้โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village) โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ชั้นของประเทศอีกด้วย

ขับรถจากเมืองกรุงชั่วโมงเดี๋ยวเดียวก็จอดหน้า หอวัฒนธรรมไทยวนสระบุรี อยู่ริมถนนสระบุรี-ปากบาง เลียบแม่น้ำป่าสัก บริเวณ กม.3 บ้านโตนด ก่อตั้งโดยอาจารย์ทรงชัย วรรณกุล นักวิชาการด้านการศึกษาที่ชาวสระบุรีให้ความเคารพนับถือ หอวัฒนธรรมเป็นหมู่เรือนไทยอายุ 80-100 ปี ที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์ศึกษาวิถีชีวิตชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่นชาวไทยวนในสระบุรี ภายในบ้านจัดวางข้าวของเก่าแก่และผ้าทอลวดลายโบราณของชาวยวน ทั้งหมดเป็นความทุ่มทั้งชีวิตของอาจารย์ทรงชัย วรรณกูล เพื่อสืบสานวัฒนธรรมยวนต้นตาลไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน

หอวัฒนธรรมไทยวนสระบุรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักช่วงโค้งน้ำที่งดงาม ริมตลิ่งรวบรวมเรือชนิดต่างๆ ไว้มากกว่า 20 ลำ ที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมพื้นบ้าน การประชุมสัมมนา การจัดเลี้ยงแบบวัฒนธรรมล้านนา และจัดอบรมเยาวชนเรื่องศิลปะการแสดงภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยวน เช่น การฟ้อน การตัดกระดาษ การทำอาหาร งานใบตอง เป็นต้น

ต่อมาเราไป วัดเขาแก้ววรวิหาร วัดที่ได้ชื่อว่า “ดวงมณี” แห่งเสาไห้ ตั้งอยู่บนเขาเตี้ยๆ ริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก ภายในวัดมีเจดีย์ห้ายอดที่รูปทรงสวยงาม บรรจุพระบรมธาตุ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และพระปางห้ามสมุทร ฐานวัดเป็นหินธรรมชาติที่แสดงถึงการก่อสร้างทับซ้อนมานานหลายสมัย แต่ไม่มีหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด นอกจากบันทึกที่บอกว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จประพาสหัวเมือง เมื่อถึงอำเภอเสาไห้ โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดแห่งนี้ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง

มีเรื่องเล่าว่าชาวบ้านเคยเห็นดวงแก้วสุกสว่างเหนือวิหารวัดเขาแก้ว เชื่อกันว่าแสงสีเขียวที่สว่างเรืองขึ้นคือ การแสดงปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุในองค์พระเจดีย์ในเจดีย์ปรางค์ 5 ยอดองค์เล็ก ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหอระฆังกับเจดีย์องค์ใหญ่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องและพระพุทธรูปปางป่าเลไลก์ และพระพุทธบาท ซึ่งมีลักษณะงดงาม

ในวัดยังมีตำนานเกี่ยวกับพญานาคว่า มีถ้ำที่พญานาคขึ้นมาเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และมี “ปล่องนาค” ยาวจากวัดไปโผล่ที่แม่น้ำป่าสัก เชื่อกันว่าเป็นทางเดินของพญานาคที่ลงไปสู่แม่น้ำ ทางขึ้นวัดจึงสร้างเป็นบันไดนาคทอดยาวขึ้นไป

จากนั้นมา ตลาดต้าน้ำโบราณบ้านต้นตาล ตลาดริมแม่น้ำป่าสัก ก่อตั้งเมื่อปี 2551 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้ค้าขายแต่งกายแบบไทยวน จำหน่ายอาหารพื้นเมืองทั้งคาว-หวาน เช่น หมี่แจ๊ะ (ผัดหมี่ไทยวนโบราณ) ข้าวแคบ (ข้าวเกรียบ) หมี่กรอบ แป้งจี่ ไข่ป่าม ขนมกง และสินค้าพื้นบ้านต่างๆ เช่น ผ้าทอไทยวน รวมทั้งการแสดงวัฒนธรรม เช่น การฟ้อนจ้อง ฟ้อนขันดอก (ตลาดนัดเปิดทุกวันอาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น. ส่วนการฟ้อนมีแสดงรอบเดียวเวลา 12.00 น.)

ภายในตลาดมีกิจกรรมและการสาธิต การแสดงฟ้อนล้านนา การแสดงรำโทน ชมการทอผ้า (ศูนย์ทอผ้า) สาธิตทำหมี่ไทยวน หมี่กรอบ การทำขนมกง สาธิตการตัดตุงไส้หมู

และมีการจัด ประเพณีสำคัญ อาทิ  ประเพณีสงกรานต์ จัดเหมือนทางล้านนา คือจัด 5 วัน ได้แก่ (1) วันล่องหรือวันสังขารล่อง เป็นวันปัดกวาดบ้านเรือน และสรงน้ำพระพุทธรูปในบ้าน (2) วันเนา เป็นวันจับจ่ายเตรียมงานบุญ ขนทรายเข้าวัด ก่อพระเจดีย์ ทำตุง (3) วันพระญาวัน เป็นวันเถลิงจุลศักราชใหม่ ทำบุญทางศาสนาตั้งแต่เช้า ไหว้ผีบรรพชน (4) วันปากปี เป็นวันทำกิจกรรมที่วัด เช่น สืบชะตาบ้าน และ (5) วันปากเดือนและวันปากวัน เป็นวันดำหัวผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

ประเพณีทำบุญกลางบ้าน ทำในเดือนเมษายน หลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้บ้าน และประเพณีสลากภัต จัดขึ้นทุกปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เริ่มครั้งแรกในปี 2536 ที่บ้านต้นตาล มีการจัดเลี้ยงอาหารเย็นที่เรียกแบบไทยวนว่า “กินข้าวแลงขันโตก” การแสดงรำโทน (ฟ้อนโบราณของไทยวน) การฟ้อนเล็บ

โยนกอุทยานท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ อยู่ที่บ้านท่าราบ ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของอาจารย์กฤษฏิ์ ชัยศิลบุญ ภาควิชานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่อุทิศเพื่อสาธารณประโยชน์

ท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นพื้นที่ตักน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นหนึ่งในเบญจสุทธิคงคา น้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำสายสำคัญ 5 สายที่ใช้ในพิธีถือน้ำพิพัฒสัตยาอันศักดิ์สิทธิ์ (พิธีบรมราชาภิเษก) ของราชวงศ์จักรี สืบเนื่องจากในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสทางชลมารค และแวะลงสรงน้ำ ณ บ้านท่าราบ ปรากฏว่าเรือพระที่นั่งติดสันดอนทราย ณ บริเวณนี้ จึงมีการให้สาวยวนต้นตาลหลายร้อยนางมาช่วยกันฉุดลากเรือออกไปได้

ในครั้งนั้นพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยสายน้ำที่เย็น ลึกและนิ่ง จึงมีพระราชประสงค์ให้นำน้ำบริเวณนี้ไปทำพิธีพุทธาภิเษก ที่วัดพระพุทธบาท ก่อนจะนำไปใช้พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกรวมถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในพระราชวัง โดยกำหนดให้นำน้ำจากแม่น้ำ 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา (จากจังหวัดอ่างทอง) แม่น้ำเพชรบุรี (จากจังหวัดเพชรบุรี) แม่น้ำราชบุรี (จากจังหวัดสมุทรสาคร) แม่น้ำบางปะกง (จากจังหวัดนครนายก) และแม่น้ำป่าสัก (จากจังหวัดสระบุรี ซึ่งมาเอาที่ท่าราบ ไม่ได้ไปเอาที่วัดเหมือน 4 แห่ง)

นอกจากนั้นยังมีที่เที่ยวสวยๆ ใกล้เคียงอีกหลายแห่งน่าไปแวะชม เช่น

วัดต้นตาล ศาสนสถานประจำบ้านต้นตาล สร้างเมื่อ พ.ศ. 2210 ยุคกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมบริเวณนั้นเต็มไปด้วยต้นตาลมากมาย จึงเรียกนามว่าวัดต้นตาล ต่อมากลายเป็นวัดร้างช่วงระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี 2506 และกว่าสิบปีที่ผู้นำชุมชน (พ่อสมจิตต์ ยะกุล) ได้สนับสนุนให้มีการซ่อมแซมภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้งในโบสถ์และวิหาร โดยฝีมือของช่างเฉลิมชัย ป้องทอง ครูภูมิปัญญาด้านจิตรกรรม ซึ่งยังทำงานศิลปะนี้อยู่จนทุกวันนี้เพียงลำพัง

วัดสมุหประดิษฐาราม อยู่ใน ต.สวนดอกไม้ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประเพณีพื้นบ้านที่เขียนขึ้นในสมัย ร.ศ. 118 ทำให้เห็นชีวิตคนไทยวนในยุคที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในสระบุรี ตลอดจนสภาพสังคมในยุคนั้น และภาพเกี่ยวกับพระสมุทรเฆษ หลวิชัย-คาวี

วัดสมุหประดิษฐารามสร้างโดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ต้นตระกูลกัลยาณมิตร (ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ 3) เพื่ออุทิศให้มารดา เมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง แต่จะเป็นรัชกาลใดไม่แน่ชัด เพราะปรากฏว่าท่านได้เป็นสมุหนายกอยู่สองรัชกาลคาบเกี่ยวกัน คือปลายรัชกาลที่ 3 กับรัชกาลที่ 4 แต่สันนิษฐานว่าคงจะถวายในรัชกาลที่ 4 เพราะทรงพระราชทานนามว่าวัดสมุหประดิษฐาราม

วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ประชุมข้าราชการจังหวัดสระบุรีเพื่อทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ในพระอุโบสถของทุกๆ ปี แต่ได้เลิกไปประชุมที่อื่น และเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานเจ้าคณะเมืองสระบุรี (เจ้าคณะจังหวัด) ปรากฏหลักฐานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จัดศาลาโรงธรรมในวัดเป็นโรงเรียนนามว่า โรงเรียนประถมสมุหประดิษฐ์ เปิดสอนเมื่อ 9 พฤษภาคม ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2451)

วัดจันทบุรี อยู่ใน ต.เมืองเก่า อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด (สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3) นามวัดนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า “จันทบุรีศรีสัตนาค” ซึ่งเป็นอีกนามหนึ่งของนครเวียงจันทน์ สอดคล้องกับการตั้งถิ่นฐานของชาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3 เพื่อมาแปงเมืองที่สระบุรี

ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเรือนและผู้คนในยุคโบราณ การผูกเรือนแบบล้านนาหรือไทยวน หญิงชาวบ้านห่มผ้าเฉวียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นยาว เกล้ามวย บางคนไว้ผมแบบลาว เด็กเปลือยกายไว้ผมจุก ผู้ชายนุ่งผ้า ห่มผ้าขาวม้าเฉวียงบ่าขณะทำบุญ ไว้ผมทรงฝาละมี (โกนรอบศีรษะ เหลือเฉพาะบริเวณกระหม่อม) ซึ่งเป็นทรงผมที่นิยมกันในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

วัดสูง อยู่ใน ต.เสาไห้ อ.เสาไห้ ภายในวัดมีศาลเจ้าแม่นางตะเคียนที่เก็บเสาไม้ตะเคียนทอง ที่มาตำนานชื่อเมือง “เสาไห้”

เล่ากันว่า เสาไม้ต้นนี้เป็นผู้หญิง ของที่นำไปบูชาจึงล้วนเป็นของใช้สตรีทั้งสิ้น เรื่องเล่าย้อนไปเมื่อครั้งสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานี ได้มีการเกณฑ์เสาจากหัวเมืองต่างๆ เพื่อคัดเลือกเสาที่มีลักษณะงดงาม มาทำเป็นเสาเอก ทางเมืองสระบุรีจึงได้จัดส่งเสาลักษณะใหญ่และสวยงามมาก มีความยาว 13 เมตร กว้าง 0.75 เมตร ล่องลงมาตามลำน้ำป่าสัก แต่ไปถึงช้าเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้รับเลือก เสาต้นนี้เกิดความเสียใจ จึงลอยทวนน้ำกลับขึ้นมาจมลง ณ ตำบลแห่งนี้อยู่ประมาณ 100 กว่าปี

ปี 2501 ชาวบ้านนำเสาขึ้นจากน้ำ มีผู้คนมาร่วมพิธีมากถึงสามหมื่นคน ต่อมาจึงสร้างศาลถาวรขึ้นที่หน้าพระอุโบสถในวัดสูง และเมื่อวัดสูงได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ จึงได้ดัดแปลงศาลาการเปรียญหลังเดิมเป็นอาคารทรงไทยสวยงาม และได้อัญเชิญเสาแม่นางตะเคียนมาประดิษฐานที่ศาลหลังใหม่ พอตกกลางคืนชาวบ้านมักได้ยินเสียงร้องไห้ จึงได้ให้ชื่อตำบลนี้ว่า ตำบลเสาร้องไห้ (บางแห่งบอกว่าว่า “สาวร้องไห้”)

ท่องเที่ยวชุมชนเราอย่างมีความสุข โปรดติดต่อผู้ประสานงานการท่องเที่ยวโดยชุมชน กฤษณา พิทยาบุตร โทร. 089 985 7726 และ วรัชยา หมวกลาว  โทร. 092 440 8899

#—————————#

ติดตามเรื่องราวการเดินทางสนุกๆ จากพวกเราได้ทุกวันคิดถึงที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก คิดถึงเรา TripTravelGang: ทริปทราเวลแก็งค์ คลิกเดียว…กินเที่ยวทุกวัน

คำยอดนิยม

error: Content is protected !!