เที่ยวดอยตุง-ผาหมี เยือนดินแดนแห่งแรงบันดาลใจ ท่องเที่ยวชุมชน เจาะลึกวิถีอาข่า

ปลายลมหนาวที่ผ่านมา พวกเราชาว Trip Travel Gang : ทริปทราเวลแก็งค์  ได้มีโอกาสร่วมเดินทางกับ “Localalike” ขึ้นเหนือสู่เชียงราย จังหวัดที่อยู่เหนือที่สุดของประเทศไทย เพื่อสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแนวใหม่

ไปเปิดตา เปิดใจ รับฟัง แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตรงของชาวเขาเผ่าอาข่าแห่งดอยตุง

กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ตั้งแต่การเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาดอยตุง ของ “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  หรือ “แม่ฟ้าหลวง” ของบรรดาชาวเขาทุกคน ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวเขาเผ่าอาข่าที่ดอยตุงแห่งนี้ไปตลอดกาล

เราเริ่มต้นทริปนี้กันที่ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย คณะของเรามุ่งหน้าสู่ดอยตุง จ.เชียงราย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ผ่านเส้นทางที่ค่อนข้างสูงชัน และต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร เราก็ขึ้นมาถึง “หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย” ซึ่งเป็นจุดหมายสถานที่แรกของเราในทริปนี้

หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย เป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่าอาข่า ซึ่งมีที่ตั้งเดิมอยู่ในบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวงมาก่อน ก่อนที่จะโยกย้ายออกมาตั้งหมู่บ้านใหม่ในสถานที่ปัจจุบัน หมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย นับเป็นชุมชนบริเวณดอยตุงที่ได้รับการพัฒนาให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงรักษาวิถีและประเพณีของชาวเขาเผ่าอาข่าไว้ได้เป็นอย่างดี

เป็นที่ทราบกันว่า สมัยก่อนพื้นที่ดอยตุงและบริเวณใกล้เคียง เคยเป็นพื้นที่สีแดง และเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นใหญ่ระดับโลกมาก่อน

ชาวบ้านในพื้นที่ติดฝิ่นกันงอมแงม ทั้งปลูกฝิ่น ส่งขายให้กับเอเยนต์ยาเสพติดข้ามชาติจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จนกระทั่งการเข้ามาของโครงการพัฒนาดอยตุง ของสมเด็จย่า และในหลวงรัชกาลที่ 9 วิถีชีวิตของชาวเขาแห่งดอยตุงก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“อาบ๋อชำนาญ” ชาวเขาเผ่าอาข่ารุ่นใหญ่แห่งหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย วัย 68 ปี ผู้ซึ่งเคยได้รับการบำบัดรักษาการติดฝิ่น พูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเองว่า “เมื่อก่อนแกก็ติดฝิ่นอย่างหนัก จนเมื่อมีโครงการพัฒนาดอยตุงเกิดขึ้น ทำให้แกได้ไปบำบัดรักษาอาการติดฝิ่นจนหายขาด และได้อาชีพใหม่ นั่นคือการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่นำเข้ามาให้ชาวบ้านในแถบนั้น เพาะปลูกแทนฝิ่น

และสามารถขายผลผลิตให้กับโครงการหลวงได้โดยตรง จนทำให้แกและชาวบ้านบนดอยตุง มีรายได้ในการเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกต่อไป”

หลังจากอิ่มหนำสำราญกับขันโตกอาข่า พร้อมกับดื่มน้ำชาร่วมสาบาน ซึ่งทางหมู่บ้านจัดไว้ให้ พวกเรามุ่งหน้าสู่ “หอแห่งแรงบันดาลใจ”

หอแห่งนี้ตั้งอยู่บนดอยตุง เป็นนิทรรศการแบบสื่อผสมผสาน ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมถึงชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวดอยตุงนั้น ได้รู้จักและเข้าใจถึงแนวพระราชดำริของสมาชิกทั้ง 5 พระองค์ในราชสกุลมหิดล อันประกอบด้วย

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่8)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่9)

และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ภายในส่วนจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ สามารถถ่ายทอดเรื่องราวพระราชจริยวัตรในการทรงงานและพระวิริยะอุตสาหะที่มุ่งพัฒนาความเป็นอยู่ของคนไทย  โดยหวังให้ผู้เข้าชมได้เกิดเป็นแรงบันดาลใจ ยึดมั่น เชื่อมั่นในความดี เพื่อพลังแห่งความดีนี้ ได้ผลิดอกออกผลบานสะพรั่งไปทั่วทุกหนแห่ง

ดั่งเช่น ราชสกุลมหิดล ที่เปรียบเสมือนหยดน้ำหยดเล็กๆ ที่ค่อยๆ หลั่งริน แต่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมแผ่ขยายไม่มีจุดสิ้นสุด และบันดาลความชุ่มชื่นผาสุกไปทั่วแผ่นดินไทย

สำหรับหอแห่งแรงบันดาลใจแห่งนี้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.053-767-015-7

หลังจากเดินชมหอแห่งแรงบันดาลใจจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราเข้าสู่การทำกิจกรรม workshop แรก นั่นคือทำสวยดอก (กรวยดอกไม้) เพื่อเตรียมสำหรับไปสักการะพระบรมรูปของสมเด็จย่าที่พระตำหนักดอยตุง

โดยนำใบตอง มาม้วนเป็นทรงกรวย ใช้ไม้กลัดมากลัดให้รูปทรงอยู่ได้จากนั้นค่อยตกแต่งให้สวยงามด้วยดอกไม้หลากสีสันจนออกมาเป็นสวยดอกที่สวยงาม

เราเดินมุ่งหน้าสู่ “พระตำหนักดอยตุง” ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่ดอยตุงนี้  ที่นี่เคยเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) มีรูปทรงผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีการแกะสลักไม้ตามกาแล เชิงชายและขอบหน้าต่างเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยฝีมือช่างชาวล้านนา รอบ ๆ พระตำหนักมีสวนดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ สีสันสดใส

ภายในพระที่นั่งจัดแสดงเรื่องราวพระราชจริยวัตรและข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จย่า ที่แสดงถึงความเรียบง่ายในการดำรงชีวิตของพระองค์ซึ่งแทบไม่ต่างจากประชาชนทั่วไปเลย เพราะพระองค์เป็นเพียงสามัญชน

แต่ได้เป็นพระราชชนนีของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ถึงสองพระองค์ โดยภายในท้องพระโรง จะมีพระบรมฉายาลักษณ์ ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า ที่มีต่อปวงชนชาวไทยโดยเฉพาะชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ที่ยกย่องให้พระองค์เป็น “แม่ฟ้าหลวง” นางฟ้าผู้ที่ลงมาบำบัดทุกข์บำรุงสุขและเปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวไทยภูเขาให้ดีขึ้นตลอดกาล

พระตำหนักดอยตุง เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น. แต่ขอสงวนสิทธิในการห้ามถ่ายภาพด้านในพระตำหนัก มีบริการเครื่องบรรยายอมูลต่างๆของพระที่นั่ง ถึง 6ภาษาได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น

มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมพระตำหนักดอยตุง คนละ 90บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 53-767-015-7

หลังจากชมความงดงามภายในพระตำหนักดอยตุงเรียบร้อยแล้ว  เราออกเดินทางสู่ “สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง” ที่ตั้งอยู่บริเวณดอยช้างมูบ

สวนแห่งนี้อยู่ใกล้กับชายแดนไทย – พม่า เส้นทางค่อนข้างสูงชัน ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง

ที่นี่เป็นสวนที่จัดแสดงพันธุ์ไม้หายากและพันธุ์ไม้พื้นเมือง ทั้งนางพญาเสือโคร่ง กล้วยไม้ป่าชนิดต่างๆ

และต้นกุหลาบพันปีจากนานาประเทศที่จัดแสดงในสวนอย่างสวยงามร่มรื่นเป็นระเบียบ ให้นักท่องเที่ยวที่รักดอกไม้และรักการถ่ายภาพได้บันทึกเรื่องราวและช่วงเวลาดีๆ กันได้อย่างเต็มอิ่ม โดยมีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 90บาทต่อท่าน

ช่วงเย็นของวันนั้น เราเดินทางไปชมพระอาทิตย์ตกกันที่ “ฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ” ซึ่งอยู่ไม่ใกล้กันนัก

เบื้องหน้าที่เราเห็นนั้นเป็นเขตแดนของประเทศพม่า บนดอยช้างมูบอากาศเย็นตลอดทั้งปี วันนั้นก็เช่นกัน  พระอาทิตย์ค่อยๆลดระดับลงสู่ขอบฟ้า ผ่านก้อนเมฆที่ถูกย้อมสีจากแสงแดดอ่อนๆ ทีละชั้น ทีละชั้น จนกลายเป็นสีทอง

มีฉากหลังเป็นแนวเขาสูงสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา เป็นภาพที่สวยงาม และโรแมนติกจนไม่อยากละสายตาไปจากภาพที่อยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้น เราเข้าเยี่ยมชม “สวนแม่ฟ้าหลวง” หรือสวนดอยตุง ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว อาทิ ดอกซัลเวีย พิทูเนีย บีโกเนีย กุหลาบ ดอกลำโพง ไม้มงคลต่าง ๆ ไม้ยืนต้นและซุ้มไม้เลี้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผลิดอกเบ่งบานให้ความสวยงามสดใสได้ตลอดทั้งปี

ภายในนั้นจะแบ่งเป็นทั้งส่วนจัดแสดงดอกไม้และมีพื้นที่บางส่วนสำหรับเพาะพันธุ์ดอกไม้ด้วย ที่สำคัญ ภายในสวนแม่ฟ้าหลวงนั้น ใช้แรงงานชาวบ้านชาวเขาที่อยู่รอบๆดอยตุงก่อให้เกิดการจ้างงานชาวบ้านที่อยู่รอบๆอีกด้วย

สวนแม่ฟ้าหลวง เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.30-18.00น. ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 90บาทเช่นกัน แต่ถ้าใครชอบความคุ้มค่า จะซื้อตั๋วแบบเหมาเป็นแพคเกจรวม 200 บาท สามารถเข้าชมได้ทั้งพระตำหนักดอยตุง, สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (ดอยช้างมูบ), สวนแม่ฟ้าหลวง และหอแห่งแรงบันดาลใจ ได้ทั้งหมดโดยไม่เก็บเพิ่ม

ใครที่ชอบความสวยงามฟรุ้งฟริ้งก็เพลิดเพลินกับการชมดอกไม้ต่อไป แต่สำหรับใครที่ชอบความท้าทาย ขอเชิญทุกท่านไปหวาดเสียวกับ “ดอยตุง Tree top walk”  กิจกรรมที่เราสามารถเดินบนสะพานเชือกที่เชื่อมยอดต้นไม้ใหญ่จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง เพื่อชมความงามของธรรมชาติ ป่าเขา ต้นไม้สายพันธุ์ต่างๆ ได้แบบ 360 องศา สูงและเสียว แต่สวยไปอีกแบบ

เราค่อยๆเดินปืนป่ายไปอย่างช้าๆ บนสะพานเชือกแคบๆ ทางเดินโยกเยกไปตามจังหวะท่าทางการเดินให้พอได้หวาดเสียวเล่นๆ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะที่นี่มีเชือกสลิงที่คล้องกับตัวเราอย่างแน่นหนา

และมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำวิธีการใช้งานอุปกรณ์ และจะมีเจ้าหน้าที่คอยประจำแต่ละจุด ระยะทางเดินยาวประมาณ 300-400 เมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 30เมตร โดยที่ด้านล่างของ Tree top walk นั้น เป็นสวนป่า มีส่วนของบ่อเก็บน้ำ และไร่กาแฟ

เดิมทีแล้วพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยเดิมของชุมชนอาข่าป่ากล้วยมาก่อน ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในที่ปัจจุบัน สำหรับสนนราคาค่าบริการนั้น อยู่ที่คนละ 150 บาท

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบนดอยตุง เราออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ “ดอยผาหมี” ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอแม่สาย  จังหวัดเชียงราย  เพื่อไปสัมผัสกับหมู่บ้านของชาวเขาอาข่าอีกชุมชนหนึ่ง ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

ดอยผาหมี ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จมาเยี่ยมเยือนชาวบ้านที่นี่ถึง 3ครั้ง

ดอยผาหมีเป็นที่ตั้งของชุมชนเผ่าอาข่าอีกแห่งหนึ่งมีพื้นที่ติดกับชายแดนประเทศพม่า โดยเมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นปีแรกที่เปิดพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยการบริหารของชาวบ้านดอยผาหมีเอง มีจุดกางเตนท์ โฮมสเตย์ มีร้านค้า ร้านอาหาร ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

เป็นการผลักดันให้มีการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน โดยได้รวมกลุ่มกันกับคนในพื้นที่ดอยผาหมีเอง นอกจากนี้ยังมีชิงช้าเผ่าอาข่าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความเสียวขั้นสุดยอดอีกด้วย รับรองว่ายิ่งคุณกรี๊ดหนักเท่าไหร่ คนที่ทำหน้าที่ไกวชิงช้าจะยิ่งสนุกมากเท่านั้น ฮ่าๆ

หลังจากกรี๊ดจนสุดเสียง ท้องก็เริ่มหิว มื้อเที่ยงวันนี้เราฝากท้องไว้กับขันโตกอาข่าอีกครั้ง

เราได้ลองรับประทานอาหารท้องถิ่นของชาวอาข่าหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นห่อปาโซ้ะ (ยำผักสมุนไพร) , ลาบหมูอาข่า , น้ำพริกถั่ว , ซาหยจี๊ลู๊ (หมูทอดสมุนไพร) และผักเคียงหลากชนิดที่หาได้เฉพาะในพื้นที่ดอยผาหมีเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟดอยผาหมีไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย กาแฟรสชาติเยี่ยม บวกกับบรรยากาศร้านที่ตั้งอยู่บนดอยสูง มีผาหมีเป็นแบ๊คกราวน์ ซึ่งลองจินตนาการแล้วรูปร่างมันก็เหมือนกับหมีกำลังนอนหงายอยู่จริงๆ  บรรยากาศงามๆ อากาศเย็นสบาย ช่วงส่งให้กาแฟแก้วนั้น รสชาติละมุนละไมอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากเส้นทางท่องเที่ยวดอยตุง-ผาหมีแล้ว ภายในเว็บไซต์ของ localalike ยังมีอีกหลายเส้นทางให้ท่านที่สนใจได้เลือกตามใจชอบ มีทั้งแบบ One day trip / Overnight trip และ Activity-based ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ท่องเที่ยวด้วยหัวใจอนุรักษ์กันเถอะครับ

สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสการท่องเที่ยวแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ไปชมความสวยงาม หากแต่ต้องการเจาะลึกถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านเจ้าของพื้นที่จริงๆ เที่ยวแบบเจาะลึกเข้าถึงชุมชน ให้นึกถึง localalike ได้เลยครับ ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ : 091-719-2356  เว็บไซต์ : www.localalike.com 

#—————————#

ติดตามเรื่องราวการเดินทางสนุกๆ จากพวกเราได้ทุกวันคิดถึงที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก คิดถึงเรา TripTravelGang: ทริปทราเวลแก็งค์ คลิกเดียว…กินเที่ยวทุกวัน

คำยอดนิยม

error: Content is protected !!