Good Day In Rainy Season ขับรถเที่ยวแพร่ –น่านชิลล์ๆ 3 วัน 2 คืน กับ AVIS Thailand

ช่วงกรีนซีซั่นเข้ามาเยือนแบบนี้สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ก็ผุดขึ้นมาให้เลือกปักหมุดกันจนตาลาย เพราะในช่วงฤดูฝนมักจะมีสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยๆ ให้ได้ไปยลโฉมกัน

โดยเฉพาะโซนล้านนาตะวันออกอย่าง จ.แพร่ และ จ.น่าน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวในช่วงนี้ เพราะทั้งสองจังหวัดนอกจากจะรายล้อมไปด้วยขุนเขาและสายหมอกแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เมื่อใครได้ไปสัมผัสแล้วต่างเป็นต้องประทับใจ

และพวกเราชาว TripTravrlGang : ทริปทราเวลแก็งค์ ก็ไม่พลาดที่จะไปสัมผัสเสน่ห์ความเป็นล้านนาตะวันออกกันที่ จ.แพร่ และ จ.น่าน และที่สำคัญหมดห่วงเรื่องการเดินทางในช่วงหน้าฝนไปได้เลย เพราะพวกเราเลือกใช้บริการรถเช่าจากบริษัท AVISThailand ที่ครอบคลุมทั่วไทย สะดวกสบายแบบสุดๆ

Day 1

หลังจากบินลัดฟ้ามาถึงสนามบินน่านนคร อ.เมือง จ.น่าน เราก็เดินไปรับรถเช่าที่เคาน์เตอร์ของ AVISThailand ประจำสนามบินน่านนคร ซึ่งอยู่ใกล้ประตูทางออกสนามบินนิดเดียว

หลังจากทำการแจ้งรายละเอียดการจองเรียบร้อยกับพนักงานที่ให้บริการแบบเป็นกันเองแล้ว เราก็เดินไปรับรถที่จอดอยู่ด้านหน้าสนามบิน โดยรถที่เราจองมาในทริปนี้คือ Honda City สีขาว ที่ทั้งสวย และสภาพใหม่เอี่ยม

เพราะพี่ๆ ทีมงาน AVIS บอกกับเราว่าดูแลรถเป็นอย่างดี และที่สำคัญรถเช่าทุกคันของ AVIS ก็ได้รับมาตรฐานคุณภาพทุกคัน จึงมั่นใจได้ว่านักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับความพึงพอใจในด้านการบริการทุกขั้นตอนอย่างแน่นอน

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจอยากจะจองรถเช่าของ AVISThailand ก็สามารถทำการจองง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ www.avisthailand.com หรือโทร. 02 251 1131-2

มาทริปนี้ตรงกับช่วงหน้าฝน แก็งค์เราเลยชวนกันพกสองไอเท็มเกร๋ๆ อย่างกระเป๋าเป้กันน้ำของ KARANA  รุ่นนี้เป็นกระเป๋าเป้สะพายหลังสบาย ใบใหญ่จุของได้เยอะ แถมดีไซน์สวยอีกต่างหาก

ส่วนอีกชิ้นคือ เสื้อสวยๆ ของ EQUINOX เสื้อกันลมแบบบาง เบา ใส่สบาย ไว้ป้องกันละอองฝน อีกอย่างเป็นพร็อบเก๋ๆ ถ่ายรูปได้ด้วย

เอาล่ะไม่รอช้าเริ่มออกเดินทางกันเลยดีกว่า วันแรกนี้เราจะตรงดิ่งไปที่ จ.แพร่ กันก่อนเลย โดยใช้เส้นทางจาก อ.เวียงสา ลัดเลาะไปตามภูเขาที่ขอบอกว่าถนนดีมากๆ และสองข้างทางก็มองวิวสวยๆ ได้แบบเพลินๆ ใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ 1 ชั่ว 30 นาทีเท่านั้น

หลังจากที่ถึง จ.แพร่ แล้วสถานที่แรกคือ ‘วัดพระธาตุช่อแฮ’ ปูชนียสถานประจำเมืองแพร่ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมย่อมุม ศิลปกรรมแบบเชียงแสน สูง 33 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูน หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง ภายในบรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมข้อศอกข้างซ้าย และที่สำคัญพระธาตุช่อแฮแห่งนี้เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีขาลอีกด้วย ซึ่งถ้าหากใครได้มากราบไหว้ก็จะช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตอีกด้วย

จากนั้นก็ไปกินกาแฟและขนมเค้กอร่อยๆ กันที่ ‘ร้าน API’ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระธาตุช่อแฮ ร้านนี้โดดเด่นในเรื่องสไตล์การออกแบบ ซึ่งเป็นสไตล์ลอฟต์ปูนเปลือยเก๋ๆ ด้านหน้าเป็นกระจกใสมองวิวชัดแจ๋ว

ภายในก็เน้นการตกแต่งแบบเรียบง่ายเข้ากับบรรยากาศของร้านได้เป็นอย่างดี สำหรับเมนูอร่อยในครั้งนี้ที่อยากแนะนำคือ ชาพีชเย็น ลาเต้ร้อน เค้กส้มที่รสชาติเปรี้ยวอมหวานลงตัวสุดๆ

หรือถ้าใครชอบขนมรสเข้มๆ ก็ต้องบราวน์นี่ช็อคโกแลต และที่ร้าน API ยังมีเมนูเครื่องดื่มและขนมหวานอีกมากมาย พร้อมทั้งมีช็อปเล็กๆ สำหรับของที่ระลึกน่ารักๆ อีกด้วย

ร้าน API ตั้งอยู่ที่ ม.3 ต.ป่าแดง อ.เมือง จ.แพร่ เปิดตั้งแต่เวลา 09.30 – 18.00 น. หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 06 1549 6647 และ facebook.com/apibyapi

อิ่มอร่อยไปกับขนมหวานและกาแฟแล้วก็ได้เวลาขับรถเข้าตัวเมืองแพร่กัน โดยใช้เส้นทางบ้านทุ่งโฮ้งเพื่อเข้าไปยังตัวเมืองแพร่ สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองแพร่นั้นส่วนใหญ่มักกระจุกในตัวเมือง

และที่สำคัญยังใกล้กันสามารถเดินทางได้สบายๆ เราเริ่มต้นกันที่ ‘คุ้มเจ้าหลวง’ เรือนหลังใหญ่ที่มีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป มีอายุมากกว่าร้อยปี ในอดีตเป็นที่ประทับของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย โดยมีลักษณะก่ออิฐถือปูนสองชั้น ตัวเรือนทาสีครีมขลิปด้วยสีเขียว ประดับด้วยไม้สักฉลุ พื้นปูด้วยไม้สักขนาดใหญ่ มีบันไดทางขึ้น 3 ทาง และประตูหน้าต่างที่เปิดรับลมเย็นมากถึง 72 บาน

ภายในมีข้าวของเครื่องใช้โบราณตามธรรมเนียมเจ้าฝ่ายเหนือ พร้อมแสดงประวัติเจ้าหลวงและพระญาติ เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม พร้อมเรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมล้านนาในอดีต โดยคุ้มเจ้าหลวงตั้งอยู่ที่ อ.คุ้มเดิม ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่

เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 054 524158

จากนั้นก็แวะชมความงามของ คุ้มวงศ์บุรีหรือบ้านสีชมพู สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2440 ตามดำริของแม่เจ้าบัวถา ชายาคนแรกในเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ มีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยาตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป มีการประดับลวดลายแบบเรือนขนมปังขิง

และที่สำคัญคุ้มวงศ์บุรียังได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2536 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นความสวยงามที่ควรค่าแก่การมาชมเป็นอย่างยิ่ง โดยคุ้มวงศ์บุรี ตั้งอยู่ที่ ถ.คำลือ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่

เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 30 บาท และเด็ก 15 บาท สามารถสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 054 620153

เที่ยวชมสถาปัตยกรรมเพลินๆ กันแล้วก็เริ่มหิวแล้วสิ มาถึงเมืองแพร่ทั้งทีก็ต้องไปโดน ‘ร้านขนมจีนป้าดวงเนตร’ กันหน่อย ร้านนี้ถือเป็นร้านขนมจีนเก่าแก่ที่สืบทอดความอร่อยมาถึงรุ่นที่ 5 ได้รับการการันตีจากคนในท้องถิ่นว่าอร่อยสุดๆ

เมนูห้ามพลาดของร้านนี้คือ ขนมจีนน้ำเงี้ยวหรือขนมจีนน้ำหมู รสชาติกลมกล่อม ไม่เผ็ดและออกรสหวานที่ได้จากกระดูกหมู และเส้นขนมจีนก็เหนียวนุ่มอร่อยเข้ากันกับน้ำยาขนมจีนสุดๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูข้าวผัดซอส ส้มตำ

และขนมหวานไว้ปิดท้ายมื้อนี้อีกด้วย ใครที่อยากมาลิ้มลองความอร่อยแบบชาวเหนือแท้ๆ ก็แวะมาชิมกันได้ที่ร้านขนมจีนป้าดวงเนตร ตั้งอยู่ที่ ซ.เหมืองแดง(วัดชัยมงคล) ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 09.30 – 13.30 น. โทรศัพท์ 054 620056

อิ่มอร่อยกับเมนูขนมจีนโบราณกันแล้ว ก็ไปชมแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของ จ.แพร่ นั่นคือ พิพิธภัณฑ์บ้านเทพ ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวคิดของเจ้าของที่ต้องการนำข้าวของเก่าเก็บที่สะสมไว้มาแสดงให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม

ภายในแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน อาทิ ประตูไม้สักสูง 6 เมตร ซึ่งทำมาจากไม้สักขนาดใหญ่เพียงต้นเดียว เฟอร์นิเจอร์ฝังมุก ชุดเกราะนักรบโบราณ เครื่องกระเบื้อง ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์บ้านเทพตั้งอยู่ที่ ถ.เทศบาล2 ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 08 7987 1164

เที่ยวเหนื่อยๆ ร้อนๆ กันมาทั้งวันแล้ว ไปดับกระหายคลายร้อนกันที่ ‘ร้านโฮะ เบรค แอนด์ คราฟท์ คาเฟ่ (Ho : Bake & Craft Cafe)’ ร้านนี้จัดว่าน่ารักและน่านั่งสุดๆ เพราะเป็นการดัดแปลงบ้านไม้เก่าให้เป็นร้านสไตล์ครึ่งลอฟต์ครึ่งไม้ซึ่งผสมผสานกันอย่างลงตัว มีมุมให้นั่งหลากหลาย

และที่สำคัญเมนูของที่ร้านก็เฮลท์ตี้ด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นบราวน์นี่ไร้แป้ง เค้กส้ม พุดดิ้งชาโคล ฯลฯ ส่วนเครื่องดื่มที่แนะนำก็จะมีอาฟโฟกาโต้ที่จะเป็นอเมริกาโน่ช็อตเสิร์ฟพร้อมไอศครีมวานิลลา มัทฉะถั่วแดง นมเผือกมัทฉะ นมอัญชัน ฯลฯ

อีกทั้งถ้วยชามแก้วกาแฟที่ใช้ในร้านก็น่ารักจนต้องถ่ายรูปเก็บไว้อีก ขอบอกว่าดีต่อใจแบบนี้ก็มีที่ร้านโฮะนี่แหละ

ร้านตั้งอยู่ในซอยรอบเมือง ใกล้กับประตูยั้งม้า เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.30 – 18.00 น.  หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/hobakeandcraftcafe

และสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายในวันแรกก็ต้องไปที่ ‘พิพิธภัณฑ์เสรีไทย’ ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่สีฟ้าสวยสดที่มีความสวยงามและยังคงสภาพสมบูรณ์

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการบอกเล่าเรื่องราวของเหล่าวีรชนคนกล้าเมืองแพร่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การจำลองลูกระเบิดที่ใช้ในสงคราม และยังมีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญในขบวนการเสรีไทย

รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ที่เสรีไทยใช้และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเด็ดขาด

เข้าที่พักเช็คอินกันที่ ‘Taris Art Hotel’ โรงแรมสุดหรูใจกลางเมืองแพร่ที่ออกแบบและตกแต่งในสไตล์ Modern Contemporary Classic แห่งแรกและแห่งเดียวใน จ.แพร่ มีการผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยผนวกกับสถาปัตยกรรมยุคเก่า สะท้อนผ่านการตกแต่งดีไซน์ในอารมณ์เรียบหรู อบอุ่น และสง่างาม

เปิดให้บริการห้องพัก 100 ห้อง มีห้องพักทั้งหมด 4 แบบ พร้อมการตกแต่งอย่างสวยงามและลงตัว

หากมาเที่ยวแพร่แล้วต้องการที่พักแบบครบครันและสวยงามก็สามารถมาพักกันได้ที่ Taris Art Hotel ตั้งอยู่ที่ ถ.ราษฎร์ดำเนิน ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่

หมายเลขโทรศัพท์ 054 511122 , 054 511611 , 054 511622 , 088 2523098 หรือ www.tarisarthotel.com

Day 2

หลังจากกินอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดไว้เรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาไปช็อปปิ้งผ้าย้อมครามกัน ซึ่งที่ จ.แพร่ นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของผ้ามัดย้อมครามสวยๆ เป็นอย่างมาก ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์เมืองแพร่ที่นักท่องเที่ยวต่างชื่นชอบ

โดยถนนสายผ้ามัดย้อมนี้อยู่ที่ ‘บ้านทุ่งโฮ้ง’ ซึ่งจะมีร้านจำหน่ายเสื้อผ้ามัดย้อมครามหลากหลายรูปแบบให้เลือกกันอย่างละลานตา เรียกได้ว่าใครที่ชื่นชอบผ้าย้อมครามจะต้องมีกรี๊ดกร๊าดเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

ได้ผ้าย้อมครามกันเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางไป จ.น่าน แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมที่จะแวะกินพิซซ่าอร่อยๆ และช็อปปิ้งเซรามิคเจ๋งๆ กันที่ ‘คำมีสตูดิโอ’ ที่ซึ่งรวบรวมผลงานปั้นเซรามิคแหวกแนวที่ถูกใจชาว Gen Y อย่างเราๆ โดยเซรามิคของที่นี่จะมีรูปร่างแปลกตาแต่สวยงามทุกชิ้นงาน

ภายในเราจะได้เห็นกรรมวิธีในการปั้นดินขึ้นรูปจนถึงขั้นลงสี และนอกจากนี้ยังมีโซนร้านพิซซ่าโฮมเมดที่อร่อยจนต้องเบิ้ลสองถาด เพราะแป้งพิซซ่าที่ไม่หนาจนเกินไปแถมหน้าพิซซ่ายังจัดเต็มแบบตู้ม อร่อยฟินจนลืมสายฝนที่ตกลงมากันเลยทีเดียว

ถ้าหากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจอยากจะมาสัมผัสงานปั้นดินที่เกิดจากความตั้งใจพร้อมทั้งลิ้มลองพิซซ่าอร่อยๆ แบบนี้ก็มากันได้ที่คำมีสตูดิโอจะอยู่ติดถนนฝั่งซ้ายมือเส้นทางจากแพร่ไปน่านก่อนถึง อ.ร้องกวาง ติดยูเทิร์นกลับรถใต้สะพานบ้านศรีภูมิ หรือสอบถามเส้นทางได้ที่หมายเลข 08 5867 9358 เปิดตั้งแต่เวลา 10:00-17:00. (ปิดทุกจันทร์อังคาร)

หมดเวลาช็อปปิ้งไทม์ก็ถึงเวลาเดินทางไป จ.น่าน กันแล้ว โดยใช้เส้นทาง อ.ร้องกวาง วิ่งยาวๆ ไป ลัดเลาะไปตามเส้นภูเขาที่ธรรมชาติข้างหน้าต่างเต็มไปด้วยสีเขียวสดใส ยิ่งหลังฝนตกแบบนี้อากาศยิ่งฟินสุดๆ

และเมื่อถึง จ.น่าน แล้วเราก็เริ่มสตาร์ทสถานที่แรกคือ ‘วัดภูมินทร์’ เพราะที่นี่ถือเป็นวัดเก่าแก่และมีสถาปัตยกรรมตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมสุโขทัยที่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว

รวมทั้งภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ‘ปู่ม่านย่าม่าน’ ภายใต้ชื่อกระซิบรักบันลือโลก ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คของ จ.น่าน ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดเด็ดขาด

ใกล้กันคือ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร’ วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดหลวงในเขตนครน่าน ซึ่งเมื่อครั้งอดีตใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา และพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ในส่วนของสถาปัตยกรรมของวัดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสมัยสุโขทัย

รอบฐานองค์พระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนและปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัวด้านละ 5 เชือก และมุมทั้งสี่อีก 4 เชือก คล้ายๆ กับจะเอาหลังหนุนค้ำองค์เจดีย์ไว้ ถือเป็นวัดที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากไหว้พระขอพรชมสถาปัตยกรรมสวยๆ กันแล้ว เราก็แวะไปกินมื้อเที่ยงกันที่ ร้านเฮือนฮอม ร้านอาหารพื้นเมืองรสชาติอร่อยที่เมื่อใครมาเที่ยวน่านต้องแวะร้านนี้ ซึ่งที่ร้านก็มีเมนูอาหารเหนือพื้นเมืองอย่างไส้อั่ว ลาบหมูคั่ว น้ำพริกหนุ่ม ข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี๊ยว ไก่มะแขว่น ฯลฯ ซึ่งเราขอการันตีว่าลำแต๊ลำขนาด

ใครสนใจลิ้มลองความอร่อยตามแบบฉบับชาวน่านก็สามารถแวะมากินกันได้ที่ร้านเฮือนฮอม ตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์โอท็อป จ.น่าน เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 19.00 น. หรือสอบถามข้อมูลได้ที่โทร.054 751122 , 081 961 7711

อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นเมืองกันแล้ว เราก็ไปต่อที่ ‘วัดศรีพันต้น’ อีกหนึ่งวัดที่สวยงามของ จ.น่าน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ภูคา โดยพญาพันต้น เจ้าผู้ครองนครน่าน ภายในวัดประกอบไปด้วยพระวิหารที่มีความสวยงามวิจาตรตระการตา สง่างามด้วยสีทองเหลืองอร่าม

และเป็นอีกวัดที่มีจิตรกรรมปูนปั้นที่สวยงาม มีพญานาคเจ็ดเศียรตั้งเด่นเป็นสง่าเฝ้าบันไดหน้าวิหาร ดูสวยงามมีชีวิตชีวา

นอกจากนี้ยังมีพระกัจจายนะเถระ เป็นองค์ที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดใน จ.น่าน อีกด้วย

แวะจิบกาแฟอร่อยๆ กันที่ ‘ร้าน Feel & Chill’ คาเฟ่น่ารักๆ ในตัวเมืองน่าน บรรยากาศดี มีการตกแต่งอย่างสวยงาม มีมุมให้นั่งหลากหลาย มีความชิลล์สมชื่อร้าน

เมนูเครื่องดื่มของที่ร้านก็รสชาติดี ที่อยากแนะนำคือ แคนตาลูปปั่น ชาเขียวปั่น บัตเตอร์ฟลายพีมิลค์ อัญชันมะนาว มัลเบอร์รี่ปั่น ฯลฯ

ส่วนเบเกอรี่ก็มีให้เลือกสั่งมากมาย อาทิ บราวน์นี่ช็อคโกแลต เค้กส้ม บลูเบอร์รี่ชีสพาย โดยร้าน Feel & Chill ตั้งอยู่ที่ถนนมหายศ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน เปิดตั้งแต่เวลา 09.30 – 18.30 น. หรือสอบถามได้ที่โทร. 08 4343 0081

แดดร่มลมตกกำลังได้ที่ ก็ขับรถเช่า AVISThailand คู่ใจของทีมออกเดินทางไปยัง ‘วัดพระธาตุแช่แห้ง’ ที่ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน ตั้งอยู่ ต.ม่วงตึ๊ด จากตัวเมืองข้ามสะพานแม่น้ำน่าน ห่างจากตัวเมืองราว 2 กม. ใช้เส้นทางสายน่าน-แม่จริม ซึ่งปูชนียสถานแห่งนี้สันนิษฐานว่ามีอายุราว 600 ปี

ตามตำนานคือ พญาการเมืองโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสกุลช่างน่าน มีความสวยงามและสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มากราบไหว้นมัสการ

และถ้าอยากชมวิวสวยๆ ในยามเย็นแบบนี้ก็ต้องไปที่ ‘วัดพระธาตุเขาน้อย’ วัดเก่าแก่ของเมืองน่านที่มีองค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองน่าน สร้างขึ้นในสมัยเจ้าปู่แข็ง เมื่อปี พ.ศ.2030 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบพม่าผสมล้านนา

ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังมีลานชมวิวทิวทัศน์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่านปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร สามารถมองเห็นวิวของเมืองน่านได้อย่างสวยงามชัดเจน

เช็คอินเข้าที่พักกันที่ ‘น่านนครา บูทีค โฮเทล’ โรงแรมสุดน่ารักที่ตั้งอยู่หลังวัดภูมินทร์ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์บูทีค เน้นสีขาวที่ดูแล้วสบายตา เปิดให้บริการห้องพัก 3 ประเภท ทั้งห้องเตียงเดี่ยว เตียงคู่ และห้องแฟมิลี่

แต่ละห้องมีการตกแต่งอย่างสวยงาม กว้างขวาง และมีการแบ่งสัดส่วนของโซนห้องแบบชัดเจน พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบครบครัน

และนอกจากนี้ยังมีบริการจักรยานให้นักท่องเที่ยวได้ไปปั่นชมเมืองน่านอีกด้วย

ถ้าหากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจก็สามารถแวะมาพักกันได้ที่น่านนครา บูทีค โฮเทล ตั้งอยู่ใน ซ.1 ถ.ผากอง ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน โทรศัพท์ 093 284 2707 หรือ nannakara.com

Day 3

เสร็จภารกิจกินข้าวเช้าอร่อยๆ ที่โรงแรมกันแล้วก็ไปชมความสวยงามของเฮือนล้านนากันที่ ‘โฮงเจ้าฟองคำ’ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหลังวัดพระเกิด เดิมเป็นคุ้มของเจ้าศรีตุมลา หลานเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 61 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ตัวโฮงนี้เดิมหลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด

ต่อมาในปี พ.ศ.2467 ได้รื้อออกแล้วมุงกระเบื้องดินขอแทน ส่วนตัวโครงสร้างอื่นๆ ยังคงใช้วัสดุเดิมเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะตัวเรือนบางส่วนได้รับการเปลี่ยนแปลง ต่อมาได้มีการย้ายตัวโฮงลงมาสร้างในที่ปัจจุบัน และตกทอดมายังเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะนางวิสิทฐศรี  ธิดาคนสุดท้องของเจ้าฟองคำกับนายถวิล คงจ่าง และนายมณฑล คงกระจ่าง ตามลำดับ นับว่าเป็นคุ้มเมืองเก่าที่ยังงดงามสุดๆ แม้จะผ่านไปนานตามกาลเวลา

หากสนใจอยากมาชมความสวยงามแบบนี้ก็มากันได้ โดยโฮงเจ้าหองคำ ตั้งอยู่ที่บ้านพระเกิด ซ.2 ถ.สุมนเทวราช ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน เปิดตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์-อังคาร) หรือโทรสอบถามได้ที่หมายเลข 054 710537

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ก็ไม่ลืมที่จะแวะไปซื้อของฝากสวยๆ กันที่ ‘ศูนย์ OTOP จ.น่าน’ แหล่งรวบรวมสินค้าหัตถกรรมของชุมชนที่มีทั้งผลไม้ ผ้าทอมือ เครื่องเงิน ที่ล้วนแล้วแต่มีคุณภาพและถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีว่าเป็น OTOP ระดับ 5 ดาว

หากมาเที่ยวน่านแล้วอยากซื้อของฝากสวยงามประทับใจผู้รับก็แวะกันมาได้ที่ศูนย์ OTOP จ.น่าน ตั้งอยู่ที่ ถ.มหาวงศ์ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน

สำหรับทริปแอ่วแพร่-น่าน ในครั้งนี้ถือเป็นความประทับใจแบบสุดๆ เพราะนอกจากจะตะลุยเที่ยวฝ่าฝนแบบไม่หวั่นกันแล้ว เรายังได้รับความประทับใจจากการบริการดีๆ ของ AVISThailand อีกด้วย

หากเพื่อนๆ สนใจอยากจะขับรถเที่ยวอย่างสบายๆ แบบพวกเราก็ลองเลือกใช้บริการของ AVIS กันนะ เพราะที่ AVIS Rent A Car ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเช่ารถที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และในประเทศไทยก็มีมากกว่า 30 สาขาใน 14 จังหวัด และสาขาในสนามบินกว่า 13 สาขา พร้อมทั้งโรงแรม 5 ดาวมากกว่า 17 แห่งอีกด้วย

เรียกได้ว่าครอบคลุมทั้งเรื่องการให้บริการและความสะดวกสบายแบบสุดๆ ทำให้นักท่องเที่ยวแบบพวกเราสบายใจไม่ว่าจะเดินทางใกล้ไกลก็หายห่วง หรือถ้าไม่อยากขับรถให้เหนื่อยทาง AVISThailand เขาก็มีรถตู้ให้เช่าพร้อมคนขับในราคากันเองด้วยเช่นกัน

หากวันหยุดนี้คุณกำลังมองหาที่พักผ่อนแบบชิลล์ๆ ได้มองธรรมชาติสีเขียวๆ จ.แพร่และน่านเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นักเดินทางห้ามพลาด หรือถ้าไปแล้วกลัวหลงทาง แนะนำให้โหลดแอพ Go2Phrae-Nan ของ ททท.สำนักงานแพร่ เอาไว้จะเป็นประโยชน์มากๆ เพราะจะสามารถระบุตำแหน่งพิกัดสถานที่ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ 

ต้องบอกว่าแอพตัวนี้เป๊ะมากกก ไม่หลงชัวร์ ใครขับรถเที่ยวก็สบายเลย นอกจะนี้ยังมีข้อมูลสถานที่ต่างๆ เหมือนมีไกด์มาด้วย ยังไงลองโหลดไปเล่นดูนะ แถมมีเช็คอินให้ชิงรางวัลด้วย 

#—————————#

ติดตามเรื่องราวการเดินทางสนุกๆ จากพวกเราได้ทุกวันคิดถึงที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก คิดถึงเรา TripTravelGang: ทริปทราเวลแก็งค์ คลิกเดียว…กินเที่ยวทุกวัน

คำยอดนิยม

error: Content is protected !!