ท้าเที่ยวข้ามภาค! เที่ยวภาคกลาง เที่ยวหน้าฝน 3 วัน 2 คืน อยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี

ชวนเพื่อนๆ เที่ยวข้ามภาค ในพื้นที่ภาคกลาง เที่ยวหน้าฝน 3 วัน 2 คืน เส้นทาง อยุธยา – อ่างทอง – สุพรรณบุรี – กาญจนบุรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเดินทางไปเที่ยวกันอย่างไม่ขาดสาย

เพราะนอกจากจะเดินทางสะดวกสบาย  อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ แค่นิดเดียวแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ อีกมากมายไว้เอาใจผู้มาเยือนอีกด้วย

ทริปนี้ TripTravelGang : ทริปทราเวลแก็งค์  ได้มีโอกาสเดินทางไปกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง และ ช่อง 7 ในรายการ “เช้านี้…เที่ยวข้ามภาค”

จะไปไหนบ้างนั้นตามพวกเราไปดูกัน พร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปเช็คอินเที่ยวได้เลย

#——————#

Day 1

เริ่มต้นทริปด้วยการออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) มุ่งหน้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ใช้เวลาเดินทางประมาณไม่ถึงชั่วโมงก็เดินทางมาถึง “พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์” พบกับโมเดลการ์ตูนขนาดใหญ่ ที่ถูกจัดแสดงไว้ ในตู้กระจก อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดูละลานตาไปหมด

นอกจากนี้ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ยังมีร้านอาหารไว้ค่อยบริการอีกด้วย โดยพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่ 45 หมู่ 2 ถ.อู่ทอง ต.ท่าวาสุกรี อ.เมืองพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

โทร.035-328-949 ถึง 50 , 081-890-5782 , 086-334-4581

เปิดปิดเวลา : 9.00 – 16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์
*ยกเว้น วันจันทร์ที่เป็นวันนักขัตฤกษ์และวันหยุดราชการ พิพิธภัณฑ์เปิดทำการปกติ

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 50 บาท / เด็ก 20 บาท

วิธีเดินทาง : เมื่อมาถึงอยุธยาแล้ว ให้ถามทางมาแยก โรงเรียนประตูชัย แล้วจะเจอพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น
FB : Milllion Toy Museum by Krirk Yoonpun

เว็บไซด์ : http://www.milliontoymuseum.com/

จากนั้นไปเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ “หอนิทรรศการประวัติศาสตร์อยุธยา” ซึ่งอยู่บนชั้น 2 ของศาลากลางหลังเก่า แต่ในปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ทำการปรับปรุงเป็นศูนย์บริการข้อมูลวิชาการด้านการท่องเที่ยว เป็นสถานที่แห่งแรกนักท่องเที่ยวควรแวะก่อนไปเที่ยวจังหวัดพะนครศรีอยุธยา เพื่อความรู้และเข้าใจภาพลักษณ์ของจังหวัดพระนครศีอยุธยาทั้งอดีตและปัจจุบันมากขึ้น

หลังจากเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์จังหวัดพะนครศรีอยุธยากันแล้วแวะกินอาหารกลางวันที่ “ร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวาน” เป็นร้านที่นำผักหวานมาปรุงหลากหลายเมนูเด็ด

อาทิ ก๋วยเตี๋ยวผักหวาน เห็ดภูฏานทอดกรอบ ผัดไทยผักหวาน ยำผักหวาน ลาซานญ่าผักหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย

ร้านอยู่ทางเข้าวัดสุวรรณดาราราม ในเกาะเมืองอยุธยา ห่างจากสะพานปรีดีฯ ที่ข้ามแม่น้ำป่าสักประมาณ 200 เมตร

เปิดทุกวัน 8.00-21.00 น.

โทร. 089-5399427,089-9002086,035-242085

FB : www.facebook.com/PhakHwanAyutthaya/

อิ่มสบายท้องกันแล้วไปต่อกันที่ “วัดมหาธาตุ” เป็นวัดที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของพระนคร มักสร้างไว้กลางใจเมือง มีองค์ปรางค์สูงเด่นตระหง่านมองเห็นได้ทุกทิศทุกทาง

เป็นโบราณสถานที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเพราะเป็นวัดใหญ่และสำคัญ อีกทั้งยังมีเศียรพระพุทธรูปกว่าร้อยปีในรากไม้ ที่ถูกห่อหุ้มเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นที่ที่นิยมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกัน

โดยตั้งอยู่ที่ ต.ท่าวาสุกรี ตรงหัวมุม ถนนนเรศวร ตัดกับถนนชีกุน

เปิดทุกวันเวลา 08.00–18.30 น.

ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท

ก่อนที่ไปวัดไชยวัฒนารามต่อ แวะถ่ายรูป “เจดีย์ศรีสุริโยทัย” ก่อนซึ่งอยู่ริมถนนอู่ทอง ต.ท่าวาสุกรีเป็นเจดีย์องค์ใหญ่สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยวีรสตรีที่คนไทยให้ความศรัทธา มีศิลปะการย่อมุมไม้สิบสองซึ่งเป็นลักษณะเจดีย์สมัยอยุธยา ที่องค์เจดีย์ทำเป็นซุ้มยื่นออกมาทั้งสี่ทิศ ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หลังจากนั้นไปเยี่ยมชม “วัดไชยวัฒนาราม” ซึ่งวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นแห่งความรุ่งโรจน์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมของอยุธยาด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมอันงดงามของหมู่ปรางค์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านนอกพระนคร

พระปรางค์ประธาน และพระปรางค์ทิศทั้ง 8 ทิศทางทรงยอดแหลมประดิษฐานตามมุมต่างๆ ปัจจุบันเหลือเพียงฐานรากของพระอุโบสถซึ่งมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปนั่งประดิษฐานอยู่

เปิดทุกวันเวลา 08.00–18.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท

แวะมากราบสักการะและชมความงามของพระพุทธไสยาสน์ ที่ “วัดโลกยสุธาราม” เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนที่ใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา ห่มคลุมด้วยจีวรสีสดตัดกับท้องฟ้า ยาวประมาณ 42 เมตร ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง

ในอดีตเคยประดิษฐานในวิหาร เป็นเสาแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ ตั้งแต่ครั้งในสมัยอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ใกล้อยู่ใกล้กับเขตพระราชวังโบราณ และวัดพระศรีสรรเพชญ์ ต.ประตูชัย อ.เมืองพระนครศรีอยุธยา

ดับร้อนด้วยการจิบกาแฟ ดื่มน้ำผลไม้ และอร่อยกับเบเกอรี่ ยามบ่ายที่ ร้าน “Busaba Craft Design Cafe” คาเฟ่โมเดิร์นสไตล์เก๋ๆ ที่นำสายไหมมาโรย Mix&Match ให้เข้ากับเครื่องดื่มและขนมหวานได้อย่างลงตัว มีเมนูแนะนำ อาทิ Coconut Cotton ,Frosty Green Tea Latte ,Frosty Yellow Mellow, Passion Fruit Cheese Cake

พร้อมชมวิววัดมหาธาตุโบราณระดับมรกดกโลก นอกจากนี้ยังมีมุมสินค้าจากผ้าขาวม้าซึ่งออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ทันสมัยให้ช้อปกันอีกด้วย

โดยร้านตั้งอยู่บนถนนชีกุล ตรงข้ามกับวัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา

เปิดปิดเวลา 09.00-18.00 น.

โทร. 061-5933836

FB : www.facebook.com/busaba.cafeshop/

ก่อนเข้าที่พักเราแวะกินอาหารมือเย็นที่ “ร้านอาหารเรือนไทยสยาม” ร้านอาหารอร่อยอยุธยา เดินทางสะดวก ราคาไม่แพง ในบรรยากาศสไตล์เรือนไทยที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ที่นี่มีบริการรับจัดเลี้ยง สำหรับกรุ๊ปทัวร์ งานสัมมนา และงานเลี้ยง

ตั้งอยู่ใกล้กับ วัดใหญ่ชัยมงคล โดยห่างจากวัดเพียง 2 นาที

ที่ตั้ง : 8/2 หมู่ 3 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

โทร. 035-245977 ,089-7422359 ,089-7679494

FB : www.facebook.com/ruenthaisiam/

เว็บไซต์ : www.ruenthaisiam.com/

อิ่มกายสบายท้องกันแล้วสำหรับคืนนี้เรานอนพักผ่อนกันที่ “คลาสสิค คามิโอ อยุธยา” (Classic Kameo Ayutthaya) ที่พักพระนครศรีอยุธยา สไตล์โมเดิร์น สวยเรียบหรู บรรยากาศดี ที่มาพร้อมการตกแต่งและบริการสุดแสนประทับใจ อยู่ในเครือเดียวกับ Kantary Hotel Ayutthaya

เปิดให้บริการ ห้องพักแบบรายวัน – รายเดือน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และ free wifi

ที่นี่บริการอาหารเช้าทั้งอาหารไทย อาหารญี่ปุ่น และอาหารนานาชาติ ที่รังสรรค์ความอร่อยโดยเชฟมืออาชีพ

ตั้งอยู่ที่ 210-211, 148 หมู่ 5 ถนนโรจนา ต.ปลายหลิง อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา

โทร. 035-212535

เว็บไซต์ : kameocollection.com/Classickameo-ayutthaya/

Day 2

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม เก็บสัมภาระ เช็คเอาท์

เดินทางไปต่อที่ “วัดพระงาม” เรียกได้ว่าเป็นประตูแห่งกาลเวลา วัดนี้หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออกมีเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นประธานของวัดด้านหน้าหรือด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธานเป็นอุโบสถมีกำแพงแก้วละคูน้าล้อมรอบวัด

แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดอ่างทอง มาแวะสักการะ “พระพุทธมหานวมินทร์ศากยะมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” ที่ “วัดม่วง” อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ซึ่งมีความเชื่อว่าใครที่ได้มากราบไหว้สัมผัสที่ปลายนิ้วของพระองค์ใหญ่ ท่านจะประทานพรให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานได้เป็นใหญ่เป็นโต

หลังจากขอพรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าเขาสู่จังหวัดสุพรรณบุรี แวะกินอาหารกลางวันที่ “ครัวลุงบิน อู่ทอง” ร้านอาหารไทยรสเด็ดจัดจ้าน ราคาไม่แพง บรรยากาศเป็นกันเอง มีเมนูเด็ดอย่าง หมึกผัดไข่เค็ม, ลาบหมู, ทอดมันกุ้ง

หากใครมาเที่ยว อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี แนะนำร้านนี้เลย

เปิดปิดเวลา 10.00-22.00 น.

โทร.086-8813880 ,089-6018877 , 081-5843338

ที่ตั้ง : ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

เติมพลังกันอิ่มแล้วก็ไปเที่ยวชมความงดงาม! พระแกะสลักบนหน้าผา เขาทำเทียม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  ไหว้สักการะพระองค์ใหญ่ “พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ” (หลวงพ่ออู่ทอง) หนึ่งเดียวในไทย ยิ่งใหญ่ในโลก มรดกคู่ฟ้าดิน ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ไปยัง “วัดทิพย์สุคนธาราม” อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่นี่มีพระพุทธรูปสาริด พระนามว่า พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ในพระบรมราชินูปถัมถ์ พระปางขอฝนที่สูงที่สุดในประเทศไทยและงดงาม ว่ากันว่าหากได้มากราบไหว้ชีวิตจะพบแต่ความร่มเย็นเป็นสุขดั่งแผ่นดินที่ได้รับสายฝน

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีอาคารนิทรรศการ “อนุสรณ์แห่งการตื่นรู้” อาคารที่จัดแสดงการก่อสร้าง พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ในพระบรมราชินูปถัมถ์ อีกด้วย

เดินทางสู่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และแวะกินอาหารมื้อเย็นที่ “ร้านครัวรุ่งอรุณ” อาหารพื้นบ้านรสเด็ด อยู่เยื้องทางฝั่งตรงข้ามกับทางเข้าโรงพยาบาลสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ราคาไม่แพง ที่อร่อยจนต้องบอกต่อ

มีเมนูเด็ด อาทิ หมูป่าผัดเผ็ด แกงป่า ผัดผักกูดน้ำมันหอย ปลาสร้อยแดดเดียว

ใครมาเที่ยวสังขละบุรี ต้องห้ามพลาดแวะชิมกันนะคะ ร้านเปิดตั้งแต่ 9.00 – 22.00 น

เอนกายพักผ่อนคืนนี้นอนพักกันที่ “สามประสบ รีสอร์ท” ที่พักสังขละบุรี เป็นรีสอร์ที่มีทัศนียภาพที่สวยงาม จุดชมวิวสะพานมอญในมุมที่สวยงามที่สุด พร้อมทั้งมองเห็นแม่น้ำทั้ง 3 สายไหลมาบรรจบกัน ได้แก่ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำรันตี และแม่น้ำบีคลี่

ที่นี่สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีสระว่ายน้ำ และร้านอาหารที่ลือชื่อในด้านรสชาติและความอร่อย ไม่ว่าจะเป็น ไข่เจียวสามประสบ, ต้มยำปลาคัง น้ำข้น, ผัดผักกูด ที่ปรุงขึ้นมาด้วยสูตรที่คิดค้นขึ้นเอง

ใครที่ได้มาลิ้มลองรสชาติอาหารของที่นี่แล้ว จะต้องติดใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

ที่ตั้ง : 122 หมู่ 3 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

โทร. 034-595050

เว็บไซต์ : http://www.samprasob.com/

Day 3

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า วันนี้เราตื่นไปตักบาตรยามเช้าแบบชาวมอญ ซึ่งในทุกๆ เช้าของวัน ชาวบ้านสังขละบุรีจะออกมาทาบุญใส่บาตร โดยชาวมอญจะนุ่งผ้าถุง ห่มผ้าแบบมอญ ถือภาชนะใส่ข้าวอาหารปัจจัยและดอกไม้ ตั้งแถวรอใส่บาตร ในซอยเล็กๆ ฝั่งหมู่บ้านมอญ

โดยเดินข้ามผ่าน “สะพานมอญ สะพานไม้แห่งศรัทธา” เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติและสัมผัสวิถีชีวิตของชาวมอญ

หลังจากตักบาตรเรียบร้อยแล้วเรากลับมารับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของรีสอร์ท เก็บสัมภาระ และเช็คเอาท์

แล้วเดินทางไปเที่ยวชม “เจดีย์พุทธคยาจำลอง” อ.สังขละบุรี ก่อนกลับกรุงเทพฯ เจดีย์สีทององค์นี้ สร้างขึ้นโดยหลวงพ่ออุตตมะ ในปี พ.ศ.2525 โดยจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาของประเทศอินเดีย มีขนาด 1:1 เท่าองค์จริง

และสำเร็จลงด้วยแรงงานชาวมอญที่ช่วยกันเผาอิฐมอญเพื่อใช้ในการก่อสร้างกว่า 260,000 ก้อน บนยอดเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา 2 องค์ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ซึ่งหลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา บนยอดสุดมีฉัตรทองคำน้ำหนัก 400 บาทประดิษฐานไว้

จบทริปด้วยซื้อของฝากจากเมืองกาญจนบุรีอันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพจ้า

คำยอดนิยม

error: Content is protected !!